Friday, 30 November 2007

เหนือ.. เหลือ.. หรือเพียงเหยื่อของแอลกอฮอลล์


ผมนั่งอ่านบลอกนี้สองสามรอบ..
คิดย้อนไปมาว่าเพราะทำไมถึงเค้นคำประหลาดบกพร่องกระจายเหล่านี้มาได้..
..
สุดท้ายก็ไม่มีเหตุผลอะไรนอกจากมันเป็นเพราะการสัมผัสปลายนิ้วกับแป้นพลาสติกนี่เอง

อืมม... (ผมนั่งพิจารณาด้วยความธรรมดาที่เกิดซึ่งร่วมกับปลายประสาทของผม)

จะด้วยสารเคมีส่งผลต่อรอยบุ๋มในมวลหยุ่นศีรษะหรือเพียงแค่ของเหลวเหลีองจากกระป๋องอลูมีนัมก็แล้วแต่ล้วนไม่ส่งผลอะไรนอกจากคำที่ไม่สามารถสร้างโลกให้ร้อนน้อยหรือน่าอยู่บังควร
มาสุดท้ายก็แค่ใช้ภาษาจากพรรณณา อุปมา หรือบลาบลาโวหารที่ถูกลากมาให้คล้องๆกันไป..
แล้วสุดท้ายก็ไม่มีเพียงอะไรที่ให้จับต้องไปใช้ได้ตามที่หลักการของการศึกษาปริญญาที่อ้างตามการกลั่นกรองหลักวิจัยตามสถิติหรือจะให้ค้นตามนุกรมบรรณา
จะมีสักเล่มไหมที่ผู้เขียนนั่งวาดลวดลายตามอารมณ์ขณะนั้นแล้สมาให้เราพัฒนาตาม
มีใครที่ให้เรานั่งย่อยทีละประโยคคำต่อด้วยตัวตนบุคคลแล้วค่อยตามต่อถึงความอนัตตานั้น

ผมไม่พยายามหรือขุนความสามารถใดที่จะหาคำตอบเหล่านั้น เพียงแค่ปล่อยไปให้เหมือนเครื่องเป่าปากตามแจ๊สที่บรรเลงเรื่อยต่อไป..
หากมีหนึ่งทฤษฎึที่อธิบายทุกอย่างตามนั้นได้ไม่ว่าจะด้วยตัวเลขหรืออักษร
คุณจะเลือกลอยอยู่หมึกดำที่คุณอ่าน
หรือคุณจะเลือกลองตามท่วงทำนองพ้องเสียงคำไป
แต่เราก็อยู่ภายใต้ขอบของมันไม่ว่าจะกางปีกกว้างเท่าขนาดของทวีปใดในเจ็ด..
สุดท้ายเราก็พยายามเพียงได้แค่เหลือให้เรามีลมหายใจอยู่เท่านั้น..

Wednesday, 21 November 2007

a life in a day..

run..



หนึ่งอาทิตย์บวกเจ็ดสิบสองชั่วโมงที่ผ่านมา ผมกลายเป็นเหยื่อของการว่างอย่างหนัก..
"ว่าง"ที่ว่านี่ไม่ใช่ความว่างเปล่า ที่เฝ้ามาต่อสู้กับผมเป็นระยะๆ
แต่เป็นว่างที่เกิดจากการไม่สร้างผลอะรไให้กับสภาพรอบข้างและตัวเองเลย
และเหตุอย่างแรกที่ออกมาคือสมองเกิดกลายเป็นวัตถุธรรมดาที่ค้านกับแรงดึงดูดของโลกเท่านั้น

ผมมานั่งคิดว่าเจ้าความว่างแบบนี้ มันต่างกับความขี้เกียจไหม
ถ้าเราขี้เกียจนั่นหมายถึงเรามีเป้าหมายที่ต้องทำ แต่เราปฏิเสธที่จะขยับสองมือให้กระทำ
ถ้าเราขี้เกียจคิด.. เราไม่อยากให้เรื่องอื่นเข้ามาในสมองของเรา หรือในบางสถานการณ์ อาจไว้ใช้บอกปัดผู้อื่นเพื่อไม่ให้เขารู้ว่าเราไม่สามารพหาคำตอบที่เขาต้องการได้
ขี้เกียจอาจใช้ในเวลาที่เราเหนื่อยหรือ เราสนใจที่จะกระทำอย่างอื่นที่สนองความต้องการของเราได้มากกว่า เช่น คุณสามีอาจบอกว่าขี้เกียจขณะรับชมฟุตบอล เมื่อภรรญาสั่งให้เขาพาเธอไปชอปปิ้ง
... ลองเทียบกับความว่างที่ว่า
ว่างที่ผมเป็นคือ เมื่อตื่นขึ้นมาผมเพียงแค่ลืมตา เดินไปดื่มน้ำ แปรงฟัน และกลับมานั่งที่เก้าอื้ตัวเก่า
สักพ้กเมื่อเอนไซม์กับฮอร์โมนในระบบร่างกายทำงาน ผมเดินหาอาหารเพื่อรับประทาน
ถ้าไม่มีอาหาร ผมเพียงใช้นิ้วสัมผัสตัวเลขสิบเอ็ดหลักเพื่อให้ชายชาวอินเดียขับรถนำอาหารของชนชาติยุโรปมาส่งให้มนุษย์ผมดำเอเชียนบดย่อยต่อ..
เวลาผ่านไป ผมนั่งรับชมภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับน้องชายที่พยายามช่วยพี่ชายออกจากสถานเรือนจำ.. (ซึ่งในบางอารมณ์ ผมมานั่งเทียบกันว่าระหว่างความว่างที่ผมเจออยู่ กับการไปอยู่หลังซี่เหล็กเหล่านั้น จะต่างกันมากไหม หากหนึ่งช่วงเวลาเราสามารถทำกิจกรรมที่เราต้องการในพื้นที่ที่ถูกจำกัดเพียงแค่นั้น..)
สุดท้ายพระอาทิตย์ตกดินผมก็ตกเป็นทาสของฮอร์โมนและน้ำย่อยต่อไป..

วนเวียนไปมาอยู่แบบนี้หลายวัน.. ทั้งๆที่ผมก็มีหน้าที่ที่ต้องทำคือการถ่ายทอดผลจากสมองเป็นหมึกพิมพ์ลงกระดาษเพื่อแลกกับโอกาสในอนาคต..

ดูไปความว่างและขี้เกียจก็คงมีส่วนนิยามที่ทับกันอยู่ แล้วแต่ที่เราจะเรียกมัน
แต่ตรงบริเวณที่ทับกันนั้น ผมคิดว่ามันน่าจะทำให้ผมได้มีความรู้สึกสนุกได้มากกว่าหากผมแปลงร่างเป็นพระเอกในภาพยนตร์นั้นบ้าง
มาถึงตอนนี้ผมแหวกหาทางจากกลที่ล้อมกั้นอยู่แล้วโผล่ออกมาอีกครั้ง

แต่พอหันกลับ.. เจ้าคุกนี้ก็ดันมีล้อขับเคลื่อนตามมา

แล้วเสือกตะโกนใส่ผมว่า วิ่งหนึต่อไป..

Wednesday, 17 October 2007

ชนะขณะรบ, พ่ายเมื่อจบสงคราม..


ผมเคยได้ยินครั้งหนึ่งว่า..
หากคุณตั้งใจเข้าใกล้ดวงจันทร์..
ไม่ว่าคุณขยับเพิ่มระยะจากพื้นดินแค่ไหน สุดท้ายคุณก็ต้องแหงนหน้าเห็นขนาดของมันเท่าที่คุณเคยเพียงเท่านั้น..

อีกครั้งผมเห็นโฆษณาชิ้นหนึ่ง บรรยายว่าขณะแอดเดรสตงตั้งใจหวดลูกกอล์ฟธรรมดาให้ฝ่าบรรยากาศถึงตาวนพเคราะห์ดวงเดียวกัน..

ทั้งสองที่ถูกสื่อมา คิดอย่างธรรมดาคงมีเป้าหมายให้คนฟังรู้สีกต่างกัน
หนึ่งอยากให้เจียมตนไว้ สองจงฝันไปอย่าสิ้นสุด

หาดแต่ผมพยายามพิจารณาอย่างแยบคาย แล้วได้ผลในสมองมันหดหู่เลวร้ายเกินนั้น..
เหมือนให้วิ่งวนรอบประเทศไทย เหมือนให้ยิงธนูตรงเป้าห่างไปหนึ่งกิโลมาตราเมตริก ความเชื่อและพลังใจที่เชื่อว่าไม่มีวันหมด ต่อให้มันลดคุณด็เชื่อว่ามันจะหามาแทนได้..
แต่กลับมาเชิดหน้ามองอีกครั้ง นี่มันทำได้จริงไหม ผมอาาจะหอบแดกตายอยู่ที่สามส่วนสี่ระยะทาง หรือดอกปักอยู่ที่ส้นโคนเสาเป้าธนูที่ตั้ง..

แต่อดีตที่ผ่านมายังคงมีอีกหลายมนุษย์ที่ทนสภาพหนาวเหน็บ ระห่ำไต่ไปทำให้เข็มนาฬิกาเดินช้าลงบนยอดเขาหิมาลัยได้

ดังนั้น..?
ผมควรหมอบกราบการอุปมาแบบไหน
หรือเพียงปล่อยมันผ่านไปเท่านั้น..

ปล.ชื่อเรื่องจากเพลง winning a battle, losing the war : kings of convenience

Thursday, 27 September 2007

you'll be sihouette..


ชานเมืองลอนดอนคืนนี้ถูกพยากรณ์ไว้ว่าจะหนาวเหน็บที่สุด
เป็นอย่างงั้นจริงๆ แถมยังมีพายุพัดเป็นจังหวะด้วย

น่าสงสารต้นพริกในครัวที่ต่อสู้กับธรรมชาตืด้วยธรรมชาติของตัวมันเองไม่ไหว
อย่างมากสุดคงผลิตลูกของมันได้อีกห้าชิวิต
อย่างเลวร้ายสุด พรุ่งนี้เช้าวิญญาณของมันคงได้เกิดใหม่อีกที

ถ้าพริกตายน้ำหนักจะหายไป 21 กร้มไหม..
จิตของต้นพริกที่หายไป จะเหมือนจิตของลูกพริกที่ถูกเรายำไหม
หรือจิตไม่ได้สูญไป..

ดังนั้นจะไม่มีผีพริกที่ไม่ได้ผุดเกิด ไม่มีการกำเนิดอื่นที่เรื่มจากวิญญาณพริกเดียวกัน

ก่อนที่มันจะเข้าใกล้การตายดับของมัน ผมจะลองนั่งคุยกับมันดู
คืนนี้จะลองถามมันดูว่าทุกคืนที่ผ่านมาเห็นกระป๋องเบียร์เป็นตันวางข้างหน้าแล้วนึกอยากมั้ย
ลองถามดูต่อว่าจำได้ไหมว่าใครหอบเอาพ่อแม่หรือตัวมันมาจากแถบเขตตะวันออกไกล..
ตอนนี้ที่รู้ว่าเวลาเหลืออยู่อีกไม่มากเท่าไร..
พริกต้องการอะไร พริกอยากให้เอาร่างกายของเจ้าดับหายด้วยวิธีไหน

ลาก่อนพริก..

Thursday, 9 August 2007

into the ether..

Saturday, 28 July 2007

เหน็บหนาว.. ท่ามกลางพระจันทร์สองดวง


มีตามนั้น ไปตามนี้..
เพียงง่ายๆตามกฎของธรรมชาตื ที่มุ่งสู่จุดสูญสลายปราศจากตัวตน
เหนือจากสมการ พลังงงานเท่ากับมวลคูณสองเท่าของความเร็วแสงจากวีรบุรุษไอน์สไตน์
เหนือจากความน่าจะเป็นของสรรพสิ่งทัังปวงที่ยังคงคำนวณไหวจากทฤษฎีควอนทั่ม
และกฎนั้นเล็กเพียงแค่เศษหนึ่งส่วนโกฏิของเมล็ดข้าวสาลีธรรมดา

อย่างไรก็ตาม..
สมการจากจินตนากาอัจฉริยะเหล่านั้นสร้างโลกทุนนิยมที่หมุนไปอยู่
หรือเพียงแค่อุปกรณ์ที่ร่วมจอและเป้นพิมพ์นี้ที่ทำให้ผมติดต่อคุณได้
และอธิบายการโคจรของหนึ่งตาวนพเคราะห์์ที่มาสุดใกล้อีกดาวปรกติที่มีมากด้วยสิ่งมีชีวิตปราศจากความพอดี
ประโยตก่อนหน้าโยงถึงสายตามนุษย์ธรรมดาที่จะแหงนหน้าภายใต้ความเร็วแสงสามพันล้านล้านเท่าต่อหนึ่งวินาทีในยามที่ฟ้าถูกบดมิด และเห็นอีกหนึ่งดาวดวง

คืนนี้ผมเลือกเป็นสมาชิกเหล่าสับเซตนั้น
แหงนหน้ามองฟ้าด้วยกริยาที่ทำประจำยามหลอดไฟจากอีกหนึ่งสิ่งประดิษฐ์ด้วยอดคนมีหน้าที่ตามเวลา
หลากสมาชิกร่วมเซตคงเลือกทำพ้องตามนั้น
..
..
น่าเสียดายที่ท้องนภายังเลือกมอดดับสำหรับผม
..
ผมนึกถึงท่อนเพลงหนึ่งของ damien rice ขึ้นมาทันนั้น
เขาร้องหวน..
เหตุใตที่เธอยังคงมาเติมเต็มความเจ็บปวดแด่ฉัน
ด้วยคำพูดเหล่านั้นที่เธอเลือกยืมมา
จากสักที่หนึ่งที่เธอคุ้นนัก
เหตุใดเธอยังสรรเสริญศาสดา
หากเธอรู้ว่าเหล่านั้นไร้ความหมายสำหรับเธอ
และทำไมเธอยังคงมาเปล่งเสียงอยูกับฉัน
..
delicate ได้เต็มอรรถตามที่ต้องการสื่อนักครับ

ละเอียดอ่อนขยายความรู้สึกของมนุษย์หนึ่งตนที่มองฟ้าหาดาวอังคาร

ผมเพียงแค่รอต่อีกแปดสิบสี่ปีเท่านั้นเอง..

Sunday, 22 July 2007

มีเพียงแค่เม็ดฝน.. แต่ไร้ซึ่งดวงดาว


สองวันที่ฝนยังตกติดต่อกันสลับกับแสงแดดแรงๆในตอนเย็น
สภาพแบบนี้เรียกว่าฤดูร้อนในภูมิประเทศขณะที่ผมอยู่..

สามวันต่อกันเช่นดันที่ผมนั่งกำจัดสเดลล่าต้อยวันละห้ากระป๋องอย่างเมามันส์..
เจือปนด้วยความเหงาสุดขีดไปพร้อมกัน
คนรอบข้าง รอบโต็ะนั่งอยู่
มิใช่พิจารณาแล้วไม่มีใคร หากเหลือเพียงแต่กลุ่มมนุษย์เลือกใช้อากาศธาตุออกซิเจนร่วมด้วย
บางอารมณ์เหมือนรอให้ท้องฟ้าเปลี่ยนสีมาสว่างอีกครั้ง..
เพื่อถึงเวลาเดินกลับไปหาที่ที่สมควรใช้เวลาพักผ่อน
แล้วเหตุผลทั้งหมเรวมกันสุดท้ายเป็นอย่างไร
สิ่งมีชีวิตต่างภาษา ต่างสี ต่างเลือดผสม..
ยังถวิลหาความต้องการตามปัจเจกในบริบทโดยรวมคล้องจองตามนั้น


ผมหยิบเบียร์กระป๋องสุดท้ายกรอกช้าลงไปอีก
เป้นเพียงแค่กริยาหลีกหนีสถานการณ์ความจริงที่จำเป็นเท่านั้นหรือ
แล้วสุดท้ายที่คอยหลบคอยปลีกนั้นยังคงคือ..
..
..
อะไร..

Friday, 13 July 2007

the story of mogwai..


a novice asked mogwai the old a fearful monster where to find enlightenment.
mogwai replied, "enlightenment is to be found in the well beyond the river katrien, on the east border of the village."

the novice was joyous, for he considered himself blessed by mogwai's favor. he set off for the well, and soon found it beyond the river katrien. there he drank handfuls of water for one whole day, but felt no more enlightened than before.

disappointed, he lay down by the well for the night. when he awoke to the eastern sun the next morning, he filled himself again with the magical water. he continued for the entire day. the sun had nearly fallen behind the opposite edge of the village, and he felt no wiser. so he arose and returned to mogwai.

"you told me enlightenment could be found in the well on the east border of the village, yet i found nothing," said the novice.

"yes," said mogwai, "that is where enlightenment is to be found. but the process is difficult."

"master mogwai," pleaded the novice, "what is the process?"

mogwai spoke, "it begins deep inside the well. you must drink one handful of water whenever you thirst. for each handful of water you take from the well, you must replace it with another handful from the river katrien. only when you have drunk the well dry will you have found true enlightenment."


this is a review of a song "Mogwai Fear Satan" by heather b. hamilton
source: http://brightlight.youngteam.co.uk/eng/yngteam.php

Tuesday, 5 June 2007

ความลับของเหลียง..


วันนี้เหลียงบอกแล้วว่า มันเคยได้ความรักที่จริงแท้มาครั้งนึง แต่เสือกปล่อยหลุดมือไป
เพิ่งคิดได้ก็ตอนที่มาเจอน้องเฟหว่อง แล้วดันไปหลงรักเค้าอีก เพราะน้องหว่องใจดีมาช่วยเหลียงแต่งนิยายกำลังกายภายใน ตอนเหลืยงนั่งป่วยนอนซมจมในเตียงนอน..
ช่วงนั้นเหลียงรู้สึกหลอน.. หลอนเหมือนย้อนกลับเวลาไปได้ฟิลลิ่งช่วงช้ำใจที่แม่นางจางไม่สนใจใยดีเพราะชียังมีแต่ผัวคนเก่า

ช่างเศร้านัก..

ทั้งๆที่เหลียงอุตส่าห์จับรถไฟออกจากสองศูนย์สี่หก. เหลียงพร้อมแล้ว พร้อมแล้วละ ที่จะเอาอดีตผูกใส่ถุงขยะไว้หลังบ้าน แล้วออกไปแดนซ์ที่ผับเก่าอีกที..
เหลียงบอกเลยว่าเหลียงคราวนี้ไม่มีช้ำอีก กูฟันแม่มอย่างเดียวเสียวกระจาย
เสือกกระจายแรงไปให้้เพื่อนห้องข้างๆเบอร์เดิมมาสยิวด้วยกัน..
ต่อมาเพื่อนข้างห้องน้องจื้อยี่บอกสยิวแบบนี้ ชีไม่อยากแบ่งให้ใคร ส่งสายตาขอร้องเหลียงให้ละเว้นจื้อยี่เถอะ ขอจื้อยี่มีเหลียงคนเดียวได้ไหม นะ นะ..
แน่นอน เหลียงบอกไม่ คราวนี้กูกลับมาถ้ามีเวลากูขอหาสาวกระทั้นกระแทก กูรอจังหวะแบบนี้มานาน.. มึงไม่ใช่แม่กูอย่ามาขอซะให้ยาก.. มึงกลับห้องมึงไปซะ อยากเสียวเมื่อไรมาเคาะประตูได้.. กูคิดราคาเดิม..
ช่างร้ายนัก.. ทำร้ายจื้อยี่สาหัสจนต้องซมซานกลับไปหาความซาบซ่าชืดชาจากชายธรรมดาหาได้ตามบาร์ทั่วไป..

เหลียงยิ้มมุมปาก ดูดบ๊วยสองที.. แล้วหยิบบุหรี่มายัดอีกครั้ง..
ควันก็ลอย ปุ๋ย ปุ๋ย เหลียงก็นั่งเขียนหนังสือต่อ.. จนมาเจอน้องหว่อง.. ..
น้องหว่องก็ไม่สนเพราะนิยมพี่ยุ่นมากกว่า อะ หน้าอย่างทาคุยะ คิมุระอุตส่าห์หลงทางมาใครจะปฎิเสธลง
มาถึงตอนนี้เหลียงเริ่มคิดถึงถุงขยะหลังบ้านแล้วนะ (จริงๆเหลียงไม่วางไว้หน้าประตูบ้านเพราะไม่อยากให้รถขยะมาฉกไปอะจิ..)
เหลียงตัดสินใจไปคุ้ยมันอีกครั้ง..
กลิ่นของเศษซาก ทำให้เหลียงหลอน เหลียงรู้สึกเลอะเลือน แต่เหลียงยังพยายามคุ้ยต่อ คุ้ย คุ้ย.. ฮึ่ยๆๆ
คุ้ยจนเหนื่อย มานั่งพักแฮ่กๆ.. เหลียงเริ่มถามตัวเองว่าแล้วนี่กูคุ้ยหาเหี้ยไร..
เหลียงนั่งหลับตาหวนนึกถึงวันในภาคแรก.. กูไม่น่า ไม่น่าปล่อยน้องจางม่านไปเลย

ผ่านไปสองชั่วโมงฮ่องกง เหลียงพยายามลุกขึ้นเหมือนจะได้สติกลับมาอีกครั้ง.. แต่สายไปแล้วโยม กลิ่นขยะหมักหมมมานานปีได้แผ่ซ่านเข้าทวารทั้งเจ็ดและไรหนวดของเจ้าแล้ว..
ต่อไป ไม่ต้องคุ้ย ทุกอย่างที่เคยทิ้งไว้ตรงนี้จะไหลเวียนอยู่ในกายเจ้าตลอดกาล

เหลียงแหงนหน้ามองฟ้า ค่อยผ่อนคลายลมหายใจออกมาช้าช้า
นาฬิกาข้อมือบอกเวลา มีเวลาอีกห้านาที.. รถไฟจะขยับล้อหมุนย้อนกลับไปหาสองศูนย์สี่หกอีกครั้ง..

เหลียงคงยังได้นอนอยู่ในโบกี้เย็นสุดเหมือนเดิม 1224-1225..
ไม่เปนไร.. เหลียงบอกเหลียงทนได้ หนาวชิลแบบนี้อย่างดีแค่เหมือนหิมะตกคืนคริสต์มาสอีฟมิมีสตรีข้างกาย..
แต่อย่างร้ายคือเขาไม่รู้ว่ารถขบวนนี้จะใช้เวลาอีกกี่ปีเพื่อที่จะกลับไปจุดหมายเดิม..

เหลียงย้อนนึกถึงตอนนั่งรถขบวนนี้ครั้งแรก..
หลายคนถามเขาว่าทำไมถึงเลือกที่จะทิ้งสองศูนย์สี่หกไป..
เหลียงมักพูดออกไปด้วยไขสันหลังว่า.. คุณรู้ไหมว่าคนสมัยก่อนน่ะจะทำอย่างไร หากพวกเขามีความลับสักอย่าง
ชาวอดีตเหล่านั้นจะไปหาต้นไม้สักต้นมาขุดรูเล็กๆ.. แล้วกระซิบความลับไปในนั้น อะ แม่งเอาดินมาอุดรูอีกรอบด้วยนะ ประเดี๋ยวความลับมันจะไหลออกมา..

แต่ถึงเวลานี้เหลียงรู้แล้วว่า แค่นั้นคงยังไม่พอ.. เหลียงขอนั่งเฝ้าต้นไม้ต้นนี้ไว้ด้วย..
หากใครผ่านมา เหลียงจะไล่มันไปไกลไกล
และเหลียงขอสัญญา.. ว่าจะกระซืบความลับให้รูนี้ได้ยินทุกวัน..

ถ้าผมมีบัตรอีกหนึ่ีงไป คุณจะไปกับผมไหม..