Wednesday, 21 November 2007

run..



หนึ่งอาทิตย์บวกเจ็ดสิบสองชั่วโมงที่ผ่านมา ผมกลายเป็นเหยื่อของการว่างอย่างหนัก..
"ว่าง"ที่ว่านี่ไม่ใช่ความว่างเปล่า ที่เฝ้ามาต่อสู้กับผมเป็นระยะๆ
แต่เป็นว่างที่เกิดจากการไม่สร้างผลอะรไให้กับสภาพรอบข้างและตัวเองเลย
และเหตุอย่างแรกที่ออกมาคือสมองเกิดกลายเป็นวัตถุธรรมดาที่ค้านกับแรงดึงดูดของโลกเท่านั้น

ผมมานั่งคิดว่าเจ้าความว่างแบบนี้ มันต่างกับความขี้เกียจไหม
ถ้าเราขี้เกียจนั่นหมายถึงเรามีเป้าหมายที่ต้องทำ แต่เราปฏิเสธที่จะขยับสองมือให้กระทำ
ถ้าเราขี้เกียจคิด.. เราไม่อยากให้เรื่องอื่นเข้ามาในสมองของเรา หรือในบางสถานการณ์ อาจไว้ใช้บอกปัดผู้อื่นเพื่อไม่ให้เขารู้ว่าเราไม่สามารพหาคำตอบที่เขาต้องการได้
ขี้เกียจอาจใช้ในเวลาที่เราเหนื่อยหรือ เราสนใจที่จะกระทำอย่างอื่นที่สนองความต้องการของเราได้มากกว่า เช่น คุณสามีอาจบอกว่าขี้เกียจขณะรับชมฟุตบอล เมื่อภรรญาสั่งให้เขาพาเธอไปชอปปิ้ง
... ลองเทียบกับความว่างที่ว่า
ว่างที่ผมเป็นคือ เมื่อตื่นขึ้นมาผมเพียงแค่ลืมตา เดินไปดื่มน้ำ แปรงฟัน และกลับมานั่งที่เก้าอื้ตัวเก่า
สักพ้กเมื่อเอนไซม์กับฮอร์โมนในระบบร่างกายทำงาน ผมเดินหาอาหารเพื่อรับประทาน
ถ้าไม่มีอาหาร ผมเพียงใช้นิ้วสัมผัสตัวเลขสิบเอ็ดหลักเพื่อให้ชายชาวอินเดียขับรถนำอาหารของชนชาติยุโรปมาส่งให้มนุษย์ผมดำเอเชียนบดย่อยต่อ..
เวลาผ่านไป ผมนั่งรับชมภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับน้องชายที่พยายามช่วยพี่ชายออกจากสถานเรือนจำ.. (ซึ่งในบางอารมณ์ ผมมานั่งเทียบกันว่าระหว่างความว่างที่ผมเจออยู่ กับการไปอยู่หลังซี่เหล็กเหล่านั้น จะต่างกันมากไหม หากหนึ่งช่วงเวลาเราสามารถทำกิจกรรมที่เราต้องการในพื้นที่ที่ถูกจำกัดเพียงแค่นั้น..)
สุดท้ายพระอาทิตย์ตกดินผมก็ตกเป็นทาสของฮอร์โมนและน้ำย่อยต่อไป..

วนเวียนไปมาอยู่แบบนี้หลายวัน.. ทั้งๆที่ผมก็มีหน้าที่ที่ต้องทำคือการถ่ายทอดผลจากสมองเป็นหมึกพิมพ์ลงกระดาษเพื่อแลกกับโอกาสในอนาคต..

ดูไปความว่างและขี้เกียจก็คงมีส่วนนิยามที่ทับกันอยู่ แล้วแต่ที่เราจะเรียกมัน
แต่ตรงบริเวณที่ทับกันนั้น ผมคิดว่ามันน่าจะทำให้ผมได้มีความรู้สึกสนุกได้มากกว่าหากผมแปลงร่างเป็นพระเอกในภาพยนตร์นั้นบ้าง
มาถึงตอนนี้ผมแหวกหาทางจากกลที่ล้อมกั้นอยู่แล้วโผล่ออกมาอีกครั้ง

แต่พอหันกลับ.. เจ้าคุกนี้ก็ดันมีล้อขับเคลื่อนตามมา

แล้วเสือกตะโกนใส่ผมว่า วิ่งหนึต่อไป..

No comments: